หมอของขวัญ แฉยับปมแค้น 10 ปี ถูกคนดังรีดเงิน 40 ล้าน หวิดถึงขั้นเข้าคุก

           หมอของขวัญ ย้อนเล่าปมที่เก็บไว้นาน 10 ปี ถูกคนดังรีดเงิน 40 ล้าน หวิดต้องเข้าคุกเพราะถูกหลอกให้ไปรับสารภาพ

หมอของขวัญ

           วันที่ 7 ตุลาคม 2569 หมอของขวัญ เปิดใจผ่านรายการแฉ GMM25 หลังจากออกมาเปิดประเด็นถึงความทุกข์ใจจากพฤติกรรมของประธานมูลนิธิดังเมื่อ 10 ปีก่อน ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของคดีเพชร ไปจนถึงเหตุการณ์ที่เธอระบุว่าเคยถูกเรียกเงินเป็นจำนวนมาก พร้อมเล่าถึงการนัดไปพูดคุยในสถานที่ลักษณะคล้ายเซฟเฮาส์ การถูกขอให้ฝากโทรศัพท์ และคำพูดที่ทำให้เธอเชื่อว่าตัวเองอาจต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจำหากไม่ยอมจ่ายเงิน

จุดเริ่มต้นจากธุรกิจเพชร ก่อนกลายเป็นคดีใหญ่


           หมอของขวัญเล่าย้อนกลับไปประมาณ 10 ปีว่า ในเวลานั้นเธออยู่ในวงการแบรนด์เนม กระเป๋า จิวเวลรี่ นาฬิกา และรับจำนำสินค้าประเภทดังกล่าว โดยเฉพาะเพชรที่เธอชื่นชอบและทำธุรกิจเกี่ยวข้องมานาน

           หนึ่งในคนที่รู้จักและทำธุรกิจด้วยกันคือผู้หญิงชื่อย่อ "ก" ซึ่งทำธุรกิจซื้อ ขาย และจำนำเพชรด้วยกันมาประมาณ 5-6 ปี ก่อนที่วันหนึ่ง ก. จะนำเพชรของหมอของขวัญไปขายจำนวน 4 เม็ด มูลค่ารวมประมาณ 14 ล้านบาท ก่อนจะปิดโทรศัพท์และหายตัวไป

           หมอของขวัญระบุว่า หลังจากนั้นเธอดำเนินคดีกับ ก. และคดีดังกล่าวมีคำพิพากษาถึงขั้นศาลฎีกา โดย ก. ถูกจำคุก 8 ปี และขณะเล่าเรื่องนี้คู่กรณียังอยู่ในเรือนจำ

จากเพชรของหมอของขวัญ สู่เรื่องบานปลาย


           หมอของขวัญเล่าต่อว่า มีอีกกลุ่มหนึ่งที่เธอเรียกว่า "C" ซึ่งเธอยืนยันว่าไม่รู้จักกันมาก่อน โดยตามเรื่องที่เธอเล่า ก. นำเพชรจากกลุ่มดังกล่าวมา และบอกว่ามีการนำเพชรมาจำนำไว้กับเธอ

           ขณะเดียวกัน เรื่องราวกลับเชื่อมโยงไปถึงการกล่าวหาว่าเพชรบางส่วนไปอยู่กับบุคคลอื่น ซึ่งหมอของขวัญบอกว่าเธอไม่รู้ว่าความจริงเกิดอะไรขึ้น เพราะตัวเธอเองไม่ได้รู้จักกลุ่ม C

           เธอยกตัวอย่างถึงพฤติกรรมการทำธุรกิจในเวลานั้นว่า มีลูกค้าจากต่างประเทศเข้ามาซื้อเพชรและสินค้าหรูหราที่ร้านเป็นประจำ จึงไม่ได้รู้สึกผิดปกติหากมีการซื้อเพชรจำนวนมาก แต่สิ่งที่เธอไม่เข้าใจคือ ภายหลังกลับถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับเพชรที่มีปัญหา

           หมอของขวัญตั้งข้อสังเกตว่า หากเจ้าของเพชรต้องการกล่าวหาหรือดำเนินคดีกับ ก. อาจไม่ได้เงินคืน แต่หากเปลี่ยนมาเป็นการดำเนินการกับเธออาจจะมีโอกาสได้เงินมากกว่าหรือไม่ ซึ่งในเวลานั้นตัวเองยังมีความคิดค่อนข้างใสซื่อ และไม่ได้คิดว่าเรื่องราวจะบานปลายไปไกลถึงขนาดนั้น

หมอของขวัญ
ภาพจาก แฉ

เล่าปมโดนรีดเงิน จ่ายเงินสด มีสลิปเพียงบางส่วน


           อีกช่วงหนึ่งของการพูดคุย หมอของขวัญเล่าว่า หากเป็นเรื่องเงิน เธอมีหลักฐานเป็นสลิปการโอนเงินให้ประธานมูลนิธิคนหนึ่งอยู่เพียงไม่กี่รายการ แต่เงินส่วนอื่น ๆ ที่เธอกล่าวถึงนั้นเป็นเงินสด รวมแล้วประมาณ 40 ล้านบาท ได้ถ่ายรูปเก็บไว้ทั้งหมด แม้ในเวลานั้นเธอเองก็ไม่รู้ว่าเรื่องราวจะดำเนินไปในทิศทางใด

           จากนั้นเธอเล่าว่า มีการนัดให้ไปพบในพื้นที่แถวพระประแดง โดยสถานที่ดังกล่าวมีลักษณะคล้ายเซฟเฮาส์ และมีชาย 2 คนคล้ายทหารคอยติดตามอยู่ด้วย ก่อนเข้าไปพูดคุย เธอต้องฝากโทรศัพท์มือถือ และมีการตรวจสอบอย่างละเอียด โดยถูกบอกว่า "เรื่องนี้หนัก" และอาจต้องจ่ายเพื่อไม่ให้ติดคุก

           จากคำอธิบายที่เธอได้รับ เธอเข้าใจว่าอีกฝ่ายกำลังพยายามตบทรัพย์ โดยมีการพูดถึงการนำเธอเข้าสู่กระบวนการที่จะทำให้ต้องติดคุก และหากไม่ต้องการเข้าไปอยู่ในคุก เธอจะต้องจ่ายเงิน

           หมอของขวัญบอกว่า ตอนนั้นเธอรู้สึกกลัวมาก เพราะไม่เข้าใจว่าคนเราจะสามารถทำให้คนหนึ่งต้องเข้าไปอยู่ในคุกด้วยวิธีดังกล่าวได้อย่างไร ทั้งที่เธอเชื่อว่าตัวเองไม่ได้ทำผิด โดยอีกฝ่ายยังพูดทำนองว่า เธอมีโอกาสติดคุกจริง พร้อมถามกลับว่าอยากเสี่ยงดูไหม

           เธอเล่าว่า ตอนนั้นมือซีดและรู้สึกหวาดกลัวอย่างมาก จึงบอกไปว่าฝั่งตนก็มีรู้จักคนผู้หลักผู้ใหญ่และตำรวจบ้างเช่นกัน  แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือคำเตือนว่าอย่าออกไปวิ่งหาใครหรือพยายามขอความช่วยเหลือ เพราะอาจทำให้เรื่องบานปลาย และคนที่ตั้งใจจะช่วยก็อาจไม่กล้าเข้ามาช่วย

อ้างมี "แบ็ก" เป็นนายทหารระดับนายพล


           อีกเหตุการณ์ที่หมอของขวัญเล่าคือ มีการนำแชตของบุคคลหนึ่งมาให้เธอดู พร้อมอ้างว่าเคยมีบุญคุณกับบุคคลดังกล่าว ซึ่งเป็นนายทหารยศนายพลและมีนามสกุลใหญ่

           เธอได้รับการแสดงแชตที่อ้างว่าเป็นการติดต่อกับบุคคลดังกล่าว รวมถึงมีการกดโทรศัพท์ให้ดูต่อหน้า แต่เนื่องจากเธอไม่เคยพูดคุยกับบุคคลนั้นมาก่อน จึงไม่สามารถยืนยันได้ว่าเสียงหรือการติดต่อดังกล่าวเป็นบุคคลจริงหรือไม่

           หมอของขวัญเล่าว่า มีการอ้างถึงนายพลที่เป็นญาติกับอดีตนายกรัฐมนตรี ทำให้เธอยิ่งรู้สึกว่าตัวเองกำลังเผชิญกับเรื่องที่ใหญ่เกินกว่าจะรับมือได้

           เธอยอมรับว่าในเวลานั้นมีบุคคลที่เกี่ยวข้องเข้ามามากมาย จนทำให้เกิดความหวาดระแวง และสำหรับคนที่ไม่ได้มีความรู้ด้านกฎหมายมากนัก การถูกบอกให้เดินตามขั้นตอนและห้ามพลาดแม้แต่ก้าวเดียว ยิ่งทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองไม่มีทางเลือก

หมอของขวัญ
ภาพจาก แฉ

อ้างต้องเคลียร์ 4 ขั้น ขั้นละ 10 ล้าน


           หมอของขวัญเล่าว่า เธอถูกบอกว่าต้อง "เคลียร์" ทั้งหมด 4 ขั้น ได้แก่ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา และอัยการ โดยมีการพูดถึงเงินขั้นละ 10 ล้านบาท เมื่อรวมกันจึงเป็นจำนวน 40 ล้านบาท

           เธอตั้งคำถามว่า หากเรื่องต้นเหตุเกี่ยวข้องกับเพชรมูลค่าประมาณ 10 ล้านบาท แล้วเธอสามารถคืนเงินหรือคืนมูลค่าของเพชรจำนวนดังกล่าวเพื่อให้เรื่องจบลงไม่ได้หรือ แต่คำตอบที่ได้รับคือ เรื่องจะไม่จบ เพราะถูกอธิบายว่าเป็นเรื่องของการ "ตบทรัพย์"

           หมอของขวัญยอมรับว่า ตอนนั้นเธอเชื่อข้อมูลเหล่านี้ แม้เมื่อมองย้อนกลับไปในวันนี้ เธอจะรู้สึกว่าตัวเองถูกหลอกและตั้งคำถามกับตัวเองว่าเหตุใดจึงเชื่อเรื่องทั้งหมดได้

จุดที่เกือบโดนหลอกให้ รับสารภาพ จนต้องเข้าคุก


           เรื่องที่หมอของขวัญมองว่าเป็นอีกจุดสำคัญ คือเธอได้รับคำแนะนำให้เดินเข้าไปเขียนรับสารภาพที่ศาล โดยมีการอธิบายให้เธอเข้าใจว่า เมื่อศาลรับคำรับสารภาพแล้ว เรื่องจะสามารถดำเนินไปในลักษณะรอลงอาญา คล้ายกับคดีหมิ่นประมาท

           เธอจึงทำตามและไปที่ศาล แต่เมื่อศาลถามว่า "มารับสารภาพเหรอ ?" เธอตอบว่า "อยากให้มันจบ" สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ศาลเกิดความสงสัย เพราะเธอไม่ได้มีความเข้าใจว่าตัวเองกำลังเดินเข้าสู่กระบวนการที่อาจมีผลอย่างไรต่อคดี

           หมอของขวัญเล่าว่า ภายหลังเธอจึงเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในอีกมุมหนึ่งว่า การทำให้เธอรับสารภาพอาจนำไปสู่การถูกตัดสินจำคุก และเมื่อเธอเข้าไปอยู่ในคุกแล้ว เรื่องเงิน 40 ล้าน ก็จะไม่มีทางถูกทวงคืนได้  เป้าหมายของอีกฝ่ายคือการทำให้เรื่องทั้งหมดเงียบลง

หมอของขวัญ
ภาพจาก แฉ

ย้อนกลับไป 6 ปีก่อน เคยพยายามเปิดเรื่อง แต่เจอ 8 คดีในไลฟ์ครั้งเดียว


           หมอของขวัญยังย้อนถึงช่วงประมาณ 6-7 ปีก่อนว่า เธอเคยพยายามออกมาเปิดเผยเรื่องราวและต่อสู้ด้วยหลักฐานที่มีอยู่ในมือ แต่หลังจากการไลฟ์เพียงครั้งเดียว เธอระบุว่าตัวเองกลับต้องเจอกับคดีหมิ่นประมาทถึง 8 คดี

           เธออธิบายว่าในเวลานั้นเพียงแค่พูดบางประโยคในไลฟ์ อีกฝ่ายสามารถนำคำพูดไปตีความและดำเนินการทางคดีได้ จนเธอรู้สึกว่าตัวเองไม่สามารถพูดหรือขยับตัวได้อย่างอิสระ

           นอกจากนี้ เธอยังตั้งคำถามถึงความรวดเร็วของการดำเนินคดีกับเธอ โดยเล่าว่า หลังจากไปให้ปากคำแล้ว กระบวนการรวบรวมสำนวนสามารถดำเนินต่อไปจนส่งอัยการและส่งฟ้องภายใน 3 วัน หากเทียบกับคดีอื่น ซึ่งบางคดีใช้เวลาหลายปีกว่าจะมีความคืบหน้า ซึ่งถือว่าเป็นอะไรที่ผิดปกติมาก 


คิดอย่างไรกับเรื่องนี้ ? รอโหลดข้อความของเพื่อน ๆ ด้านล่างนี้สักครู่ แล้วร่วมแสดงความคิดเห็นของคุณได้เลย !
หมอของขวัญ แฉยับปมแค้น 10 ปี ถูกคนดังรีดเงิน 40 ล้าน หวิดถึงขั้นเข้าคุก โพสต์เมื่อ 8 ตุลาคม 2569 เวลา 15:22:03 แสดงความคิดเห็น