หมอเผยคำพูดสุดสะเทือนใจจากผู้ป่วยวาระสุดท้าย ชี้สิ่งที่กลัวที่สุดไม่ใช่ ความตาย แต่คือการไม่อยากเป็นภาระครอบครัว และและหวังใช้ชีวิตที่เหลืออย่างมีคุณภาพ

วันที่ 29 กรกฎาคม 2569 อ.พญ. ถวัลย์รัตน์ รัตนสิริ อาจารย์ประจำหน่วยการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง ภาควิชาเวชศาสตร์ครอบครัว คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เผยคำพูดสุดท้ายที่ได้ยินบ่อยจากผู้ป่วยวาระสุดท้าย ซึ่งสิ่งที่น่าใจหายไม่ใช่ความกลัวความตาย แต่คือความทุกข์ทรมานจากอาการป่วย การช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ การเป็นภาระของครอบครัว และความปรารถนาที่จะใช้ช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตอย่างมีคุณภาพ
สิ่งที่ผู้ป่วยวาระสุดท้ายกลัวที่สุด อาจไม่ใช่ความตาย หลายคนคิดว่า เมื่อแพทย์บอกว่าโรครักษาไม่หาย สิ่งที่ผู้ป่วยกลัวที่สุดคงเป็น "ความตาย"
แต่จากประสบการณ์ของทีมแพทย์ผู้ดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง กลับพบว่า สิ่งที่อยู่ในใจของผู้ป่วยจำนวนมาก ไม่ใช่การมีชีวิตอยู่ให้นานที่สุด หากแต่เป็นการมี "คุณภาพชีวิตที่ดี" ในทุกวันที่ยังเหลืออยู่
ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยไม่ได้กังวลว่าตนเองจะเสียชีวิตเมื่อไร แต่กังวลว่าจะต้องทนทุกข์ทรมานจากอาการเจ็บปวด กลัวการนอนติดเตียง กลัวช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ และเหนือสิ่งอื่นใดคือ "ไม่อยากเป็นภาระของคนที่รัก"
หลายคนยังมีเรื่องที่ค้างคาใจ ไม่ว่าจะเป็นการจัดการทรัพย์สิน พินัยกรรม ภาระทางการเงิน หรือเพียงความหวังเล็ก ๆ ที่อยากมีโอกาสเห็นลูกเรียนจบ เห็นหลานเกิด หรือได้กลับไปใช้ชีวิตในบ้านของตนเอง
คำพูดที่ทีมรักษาได้ยินบ่อยที่สุด จึงไม่ใช่คำว่า "ช่วยให้ผมหาย" แต่กลับเป็น
"ไม่อยากเจ็บปวด"
"ไม่อยากเป็นผู้ป่วยติดเตียง"
"ไม่อยากเป็นภาระของครอบครัว"
และ "อยากมีชีวิตอยู่ให้นานที่สุด แต่ขอให้ยังมีคุณภาพชีวิตที่ดี"
คำพูดเหล่านี้สะท้อนว่า ในช่วงท้ายของชีวิต ผู้ป่วยไม่ได้ต้องการเพียงเวลาที่เพิ่มขึ้น แต่ต้องการเวลาที่เหลืออยู่อย่างมีความหมาย
เรื่องที่หลายครอบครัวไม่กล้าพูด
เมื่อคนในครอบครัวล้มป่วยด้วยโรคร้ายแรง หลายคนเลือกหลีกเลี่ยงการพูดคุยเรื่องอนาคต เพราะกลัวว่าผู้ป่วยจะหมดกำลังใจ แต่ความเงียบกลับอาจทำให้ทุกฝ่ายต้องเผชิญความไม่แน่นอน เมื่อถึงวันที่ผู้ป่วยไม่สามารถสื่อสารได้อีก
คำถามง่าย ๆ ที่ควรถามตั้งแต่วันนี้ เช่น
- หากอาการทรุดลง อยากได้รับการดูแลแบบไหน
- อยากใช้ช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตที่บ้านหรือโรงพยาบาล
- อยากรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับโรคมากน้อยเพียงใด
- มีเรื่องใดที่ยังค้างคาใจ หรืออยากจัดการให้เรียบร้อยหรือไม่
แม้เป็นคำถามที่ยาก แต่การได้พูดคุยกันตั้งแต่ผู้ป่วยยังตัดสินใจได้ด้วยตนเอง จะช่วยให้ทั้งผู้ป่วยและครอบครัวคลายความกังวล ลดความสับสน และทำให้การตัดสินใจในอนาคตเป็นไปตามความตั้งใจของผู้ป่วยจริง ๆ
การรับฟัง คือการรักษาอีกรูปแบบหนึ่ง
หัวใจของการดูแลแบบประคับประคอง ไม่ใช่เพียงการรักษาโรค แต่คือการรับฟังว่า "ผู้ป่วยให้คุณค่ากับอะไร"
เมื่อทีมรักษาเข้าใจความต้องการของผู้ป่วย การดูแลก็จะสอดคล้องกับชีวิตที่ผู้ป่วยอยากมี ไม่ว่าจะเป็นการบรรเทาความเจ็บปวด การจัดการเรื่องที่ยังค้างคาใจ การรักษาศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ หรือการวางแผนร่วมกับครอบครัวก่อนที่ผู้ป่วยจะไม่สามารถสื่อสารได้
ประเทศไทยยังมีกฎหมายรองรับการทำ "หนังสือแสดงเจตนาล่วงหน้า" (Living Will) ตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 12 เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถระบุความประสงค์เกี่ยวกับการรักษาในช่วงท้ายของชีวิตไว้ล่วงหน้า ซึ่งช่วยให้ครอบครัวและทีมรักษาตัดสินใจได้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ป่วย แม้ในวันที่ผู้ป่วยไม่สามารถสื่อสารได้แล้ว
ความเข้าใจผิดที่ควรเปลี่ยน
หลายคนยังเข้าใจว่า การดูแลแบบประคับประคองคือการหยุดรักษา หรือเป็นการรอให้ผู้ป่วยเสียชีวิต
แต่ในความเป็นจริง การดูแลแบบประคับประคองไม่ได้หมายถึงการยอมแพ้ หากแต่เป็นการดูแลควบคู่กับการรักษาหลัก โดยมุ่งบรรเทาความทุกข์ทรมานทั้งทางร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ เพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
เช่นเดียวกับความเชื่อที่ว่า มอร์ฟีนทำให้เสียชีวิตเร็วขึ้น ซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะยาดังกล่าวใช้เพื่อบรรเทาอาการปวดและอาการหอบเหนื่อย ภายใต้ข้อบ่งชี้และการดูแลของแพทย์อย่างเหมาะสม
ส่วนการุณยฆาตนั้น ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายรองรับ การดูแลแบบประคับประคองจึงไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อเร่งการเสียชีวิต แต่เพื่อให้ผู้ป่วยจากไปอย่างเป็นธรรมชาติ โดยได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด
เพราะการดูแลที่ดีที่สุด ไม่ใช่การยื้อชีวิตเสมอไป
การดูแลแบบประคับประคองเป็นการดูแลแบบองค์รวมที่ครอบคลุมทั้งร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ และไม่ควรเริ่มต้นเฉพาะช่วงสุดท้ายของชีวิต แต่สามารถเริ่มได้ตั้งแต่วันที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคร้ายแรงหรือโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาด
ในประเทศไทย การดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมากว่า 25 ปี นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 ยิ่งเริ่มดูแลเร็ว ผู้ป่วยก็ยิ่งมีโอกาสใช้ชีวิตตามคุณค่าที่ตนเองต้องการ ขณะที่ครอบครัวก็มีเวลาพูดคุย วางแผน และเตรียมความพร้อมร่วมกัน
ท้ายที่สุดแล้ว การดูแลแบบประคับประคองไม่ได้เปลี่ยนจุดหมายปลายทางของชีวิต แต่เปลี่ยนวิธีการเดินทางให้เต็มไปด้วยความเข้าใจ ความเคารพในศักดิ์ศรีของผู้ป่วย และความรักที่ยังคงอยู่ในทุกช่วงเวลาจนถึงวันสุดท้าย
พราะบางครั้ง ของขวัญที่ดีที่สุดที่เรามอบให้คนที่รัก ไม่ใช่การยื้อเวลาให้นานที่สุด แต่คือการทำให้ทุกวันที่เหลืออยู่เป็นวันที่มีคุณภาพและมีความหมายที่สุด
ขอบคุณข้อมูลจาก
งานสื่อสารองค์กร คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ข่าวในพระราชสำนัก ข่าวในพระราชสํานักย้อนหลัง
ข่าวบันเทิงดาราไทยข่าวบันเทิงวันนี้ ข่าวบันเทิงล่าสุด
ข่าวบันเทิงเกาหลีข่าวบันเทิงเกาหลีวันนี้
ข่าวบันเทิงต่างประเทศข่าวดาราฮอลลีวู้ด และอื่นๆ
ข่าวเพลงใหม่ข่าวเพลงวันนี้
ข่าวหนังใหม่ข่าวหนังต่างประเทศ
ข่าวการเมืองข่าวการเมืองล่าสุด ข่าวการเมืองวันนี้
ข่าวเศรษฐกิจข่าวเศรษฐกิจโลก ข่าวเศรษฐกิจไทย
ข่าวต่างประเทศข่าวต่างประเทศวันนี้ ข่าวต่างประเทศล่าสุด
ข่าวประเทศจีนข่าวจีนวันนี้ ข่าวจีนแปลกๆ
ข่าวอาชญากรรมข่าวอาชญากรรมวันนี้ ข่าวอาชญากรรมล่าสุด
ข่าวปัญหาสังคมข่าวเตือนภัยสังคม
ข่าวยาเสพติดจับยาเสพติดวันนี้
ข่าวอุบัติเหตุคลิปอุบัติเหตุ อุบัติเหตุสยอง ข่าวอุบัติเหตุวันนี้
ข่าวสภาพอากาศ - น้ำท่วมข่าวพยากรณ์อากาศ น้ำท่วมล่าสุด
ข่าวภูมิภาคข่าวภูมิภาค 77 จังหวัด ข่าวภูมิภาควันนี้
ข่าวภาคใต้ข่าวภาคใต้ล่าสุด ข่าวด่วนภาคใต้
ข่าวกีฬาข่าวกีฬาวันนี้
ข่าวฟุตบอลข่าวกีฬาฟุตบอล ข่าวฟุตบอลทั้งหมด
ข่าวรถใหม่ข่าวรถยนต์ ราคารถใหม่ ข่าววงการรถ
ข่าวมือถือข่าวมือถือล่าสุด ราคามือถือ
ข่าววิทยาศาสตร์ข่าววิทยาศาสตร์ใหม่ น่ารู้
ข่าวไอทีอัพเดทข่าวไอที ข่าวไอทีวันนี้
ข่าวการศึกษาข่าวการศึกษาไทย ข่าวการศึกษาวันนี้
ข่าวอาเซียนข่าวอาเซียนวันนี้ ล่าสุด
ข่าวสุขภาพข่าวสุขภาพน่ารู้ สุขภาพวันนี้
ข่าวท่องเที่ยวข่าวท่องเที่ยวล่าสุด ข่าวท่องเที่ยวไทย
ข่าวหวยเลขเด็ดงวดนี้ ข่าวหวยดัง
ข่าว x-fileข่าวแปลกๆ เรื่องแปลกทั่วโลก เรื่องลึกลับ
ข่าวฮิตสังคมออนไลน์กระแสเรื่องฮิต จาก facebook twitter
คลิปข่าวคลิปข่าววันนี้ คลิปข่าวใหม่ คลิปข่าวล่าสุด
